ความรู้เรื่องค้าปลีก

การปรับตัวธุรกิจค้าปลีกไทย

การปรับตัวธุรกิจค้าปลีกไทย
ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์
Email: peerapong@coachandconsultanting.com
www.peerapong.com
    
เรื่องของค้าปลีกที่ผมพูดถึงทีไรก็จะต้องเน้นย้ำเสมอว่า ไม่ได้หมายถึงแค่เพียงร้านขายของใช้ทั่วไปแบบร้านขายของชำหรือแบบโมเดินเทรดที่เห็นกันดาษดื่นเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงร้านค้าร้านขายที่กระจายตัวหลายๆรูปแบบทั้งร้านเสื้อผ้ารองเท้า ขายยา และอื่นๆโดยเหมารวมเอาร้านอาหารเข้ามาเกี่ยวด้วย  สำหรับเรื่องการแก้ปัญหาร้านค้าปลีกของประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาคาราคาซัง คนอยากแก้บอกยาก คนรอแก้จวนเลิก หันถามกันไปมาไม่มีคนลงมือทำให้เห็นชัดเจนเสียที
ถ้าจะให้ออกความเห็นในเชิงวิชาการที่ศึกษาแนวทางนั้นคงต้องบอกว่า การแก้ไขธุรกิจภาคการค้าปลีกค้าส่งครั้งนี้ ต้องทำอย่างบูรณการ ซึ่งต้องจริงจังและทำจริง จริงด้วย และที่การแก้ไขการค้าขายของคนไทยมีความยากเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวหลายกระบวนการ ถ้าเป็นภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลายกระทรวง
เริ่มจากการมองภาคธุรกิจการค้านั้นจะต้องเป็นเรื่องของการพัฒนาชุมชนเสียก่อน มองในภาพของการใช้ชีวิตการจับจ่ายที่เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการค้า การสร้างหรือพัฒนาพื้นที่การค้า การวางผังเมือง การจัดการเขตการค้าให้กับชุมชนที่เป็นงานของเทศบาลเมือง หรือจังหวัด การส่งเสริมวัฒนธรรมและการจัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบ การพัฒนาแบบนี้จะนำเอาการปรับตัวของร้านค้าและพัฒนาตลาดให้กับชุมชนไปด้วย การแก้ไขปัญหาของธุรกิจค้าปลีกไทยมุ่งไปที่ตัวผู้ประกอบการตรงตัวเดี่ยวๆจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ต้องพัฒนาร่วมไปกับการพัฒนาพื้นที่การค้า เช่นการพัฒนาตลาดสด การสร้างถนนการค้าถนนคนเดิน การจัดพื้นที่ร้านค้าสร้างชุมชนในเขตเมืองเกิดแหล่งการค้าแบบ Community Mall ขึ้นมา การพัฒนารูปแบบการจัดร้านค้าพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการบริหารงาน ธุรกิจขนาดเล็ก ให้เข้าใจเรื่องของธุรกิจการตลาดที่ต้องสร้างความแตกต่าง มีแนวคิดใหม่ หรือการสร้างการจัดตกแต่งที่เด่นไม่ตามกัน เมื่อเกิดความเข้าใจ มีตลาดที่พัฒนารองรับ มีการสร้างกิจกรรมของหน่วยงานกลาง ก็จะเกิดหมุนเวียนพัฒนาตลาดการค้าและรูปแบบธุรกิจค้าปลีกที่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ
สำหรับภาพการพัฒนาที่แคบลงมาที่ตัวผู้ประกอบการก็ต้องเน้น การพัฒนาเทคโนโลยี การบริหารงาน และการสร้างความเข้าใจในด้านการบริหารตลาดต่างๆให้เพิ่มขึ้น การสร้างความเข้าใจทั้งสามด้านจะทำให้ผู้ประกอบการเกิดความคิดในการสร้างธุรกิจให้แตกต่าง ตามมาด้วยการออกแบบ การคิดเพิ่มความแตกต่างทั้งตัวสินค้าและรูปแบบร้าน การให้บริการก็จะดีขึ้นจากรูปแบบธุรกิจที่พัฒนาการบริหารขึ้น ถ้าจะให้ดีเพิ่มขึ้นในเรื่องของการรวมตัวสร้างเครือข่ายการค้าขึ้นมา อาจจะเป็นแบบคลัสเตอร์ Cluster ที่ดึงเอาวงจรการค้าทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำมาจนถึงร้านค้าปลีกร่วมมือทำงานเพื่อวางเป้าหมาย ในการลดต้นทุน การส่งผ่านข้อมูลร่วมพัฒนาขั้นตอนการค้า วางเป้าหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็พอค่อยทำกันไปการรวมตัวก็จะได้ประโยชน์ หรือ ถ้าจะให้ดีส่วนของขั้นตอนการกระจายสินค้าทั้งค้าส่ง ค้าปลีก ร่วมมือกันทำงานเป็นกลุ่มการค้า จะใช้ตราร้านค้าร่วมกัน การสร้างระบบแฟรนไชส์ หรือ แฟรนไชส์เชิงอาสา Voluntary Franchise รวมไปถึงการจัดเชื่อมโยงระหว่างองค์กรค้าส่งกับร้านค้าปลีกร่วมงานกัน ความเข้มแข็งทางการค้าก็จะเกิดขึ้น
สุดท้ายภาครัฐต้องหันมามองเรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาจริงจังของระบบสนับสนุนที่ควรจะมี ปัญหาของทางราชการที่สร้างขึ้นต้องร่วมกันแก้ ไม่ว่าปัญหาจากการขึ้นทะเบียนขออนุญาตต่างๆที่บางธุรกิจจะต้องมีการขออนุญาตสารพัดกลายเป็นข้อจำกัด หรือการเก็บภาษีที่บางครั้งกลายเป็นเรื่องซ้ำซ้อน รวมถึงสร้างความกลัวในการพัฒนาธุรกิจของร้านค้าไปด้วยเกิดทำดูดีเข้าใจว่ายอดขายดี กำไรดีกลายเป็นยุคภาษีอานภาพเหล่านี้ติดตาคนค้าคนขายอย่างช่วยไม่ได้จึงต้องทำความเข้าใจ รับฟังและช่วยแก้และส่วนสำคัญที่สุดคือ การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ เพื่อการลงทุนที่ธุรกิจด้านนี้ได้รับความเชื่อถือน้อยลง กลายเป็นธุรกิจความเสี่ยงสูง การหาเงินลงทุนก็ยิ่งยากเข้าไปอีก การออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะก็น่าจะนำมาพิจารณา การพัฒนาธุรกิจภาคนี้เร่งให้ร้านค้าหันมาปรับตัวก็ต้องสร้างโอกาสให้เขาด้วย ผลักดันให้ปรับตัวแต่ไม่มีแนวทางให้มันก็เป็นเรื่องวังเวง หาคนเดินตามยาก ส่วนการเข้ามายุ่งเกี่ยวในการควบคุมดูแลก็ต้องระวัง รัฐไม่ควรลงมาจัดการเองเต็มตัวการสร้างหน่วยงานขึ้นมาเองทำให้เสียงบประมาณไปโดยไม่เกิดประโยชน์ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วห้ามก็ไม่ฟังดังนั้นอย่าทำอีก
ถ้าจะทำเป็นประโยคท่องง่ายในด้านการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกของบ้านเราเพื่อให้ดูดีแบบนโยบายหาเสียงก็ต้องบอกว่า พัฒนาพื้นที่การค้า พัฒนาร้านค้า พัฒนาสังคม เปลี่ยน Small ให้เป็น Smart  ยิ่งร้านค้าเล็กทำการค้าด้วยความรู้ ส่งผลให้สังคมขั้นพื้นฐานก็จะแข็งแรง ธุรกิจขนาดย่อมในสังคมการค้าที่มีองค์ความรู้ก็จะยืนยงกลายเป็นธุรกิจข้ามรุ่น อย่างทำเต้าหู้ก็สามารถสร้างความมั่นคงพัฒนาต่อเนื่องสามสี่รุ่นอายุก็ย่อมเป็นไปได้ไม่แพ้เลี้ยงไก่แบบซีพี ไม่ใช่รุ่นพ่อริเริ่มแต่พอถึงรุ่นลูกรุ่นหลานกลับต้องอพยพเข้าเมืองหลวงมาใช้แรงงานเพราะทำต่อไม่ได้ตลาดไม่มีขาดการพัฒนาด้านต่างๆที่จะเข้ามาส่งเสริม ดังนั้นการแก้ปัญหาให้เกิดการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกไทยจึงต้องทำไปพร้อมทุกๆส่วนแม้จะยากก็ตามเพราะถ้าธุรกิจค้าขายใกล้ความเป็นอยู่ชุมชนที่มีการพัฒนาจริงจังตามนี้สังคมและเศรษฐกิจของประเทศก็จะพัฒนามั่นคงครับ.