ความรู้เรื่องค้าปลีก

ค้าปลีก กับการเปลี่ยนแปลง พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ www.peerapong.net

จากภาวการณ์เปลี่ยนแปลงในธุรกิจค้าตามลำดับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบค้าปลีกค้าส่งในประเทศของเราในหลายด้าน ถ้าดูจากการพัฒนาระบบค้าส่งค้าปลีก ยิ่งทำให้เห็นช่วงระยะการพัฒนาและสิ่งที่ปรับเปลี่ยน ไม่ว่าเราจะเห็นว่าดี หรือร้ายก็ตาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเกิดไม่วันนี้ก็วันใดวันหนึ่งอยู่ดี ธุรกิจคือ การปรับตัว การเปลี่ยนแปลงและการเอาตัวให้รอดให้ได้ และก็เป็นธรรมดาที่ธรรมชาติจะต้องคัดสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุดเอาไว้
ถ้าเราหันกลับย้อนเวลามองไปช่วงปี 1950-1970 ซึ่งเป็นรูปแบบการค้าปลีกดั้งเดิม Traditional Retail เป็นระบบการค้าผสมผสานรูปแบบของร้านส่วนใหญ่จะเน้นสินค้าหลากหลายและมีวิธีการให้บริการรูปแบบง่ายๆ การซื้อการขายอาศัยความคุ้นเคยและความสะดวกของร้านค้าเป็นหลัก ในสภาพของเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นเรื่องของสินค้าที่ไม่ซับซ้อนตลาดยังเป็นของผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ จนกระทั่งเข้าสู่ยุคการนำเสนอสินค้าที่มีการให้บริการรูปแบบใหม่ในลักษณะของการเป็นศูนย์รวมของสินค้าที่มีความแปลกใหม่เป็นยุคของห้างสรรพสินค้า Department Store เป็นช่วงระยะเวลา 1970-1980 มีการนำเสนอร้านค้าจากต่างประเทศเช่น ห้างไดมารู Daimaru Department Store ที่เริ่มเข้ามาบุกเบิกธุรกิจห้างสรรพสินค้าในขณะที่มีห้างของประเทศคือ ห้างเซ็นทรัล Central Department Store มีการบริหารงานอย่างเป็นรูปแบบมากขึ้น ในระยะช่วงดังกล่าวได้เกิดกระแสนิยมไทยทำให้ห้างของคนไทยได้รับผลประโยชน์ฝ่าฝันอุปสรรคธุรกิจที่เริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้นได้ และในระยะต่อมาจึงเกิดห้างมากมายขึ้น เช่น ห้างเดอะมอลล์ ห้างโรบินสัน และห้างขนาดเล็กไม่น้อยกว่า 100 ห้างรวมถึงการขยายความนิยมไปสู่เขตพื้นที่ต่างจังหวัด รูปแบบของห้างเริ่มเน้นความพร้อมของสินค้าและเริ่มการให้บริการที่ตอบสนองกับชีวิตที่มีความทันสมัยมากขึ้น
ในขณะเดียวกันรูปแบบธุรกิจเชิงสมัยใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้นจากการเริ่มธุรกิจของนักลงทุนกลุ่มญี่ปุ่น เกิดห้างสรรพสินค้ารูปแบบต่างขึ้นเช่น Tokyo, Youhan, Jusco, Isetan จากช่วงดังกล่าวระบบการค้าปลีกเริ่มมีการปรับตัวตามกระแสการแข่งขันที่สูงขึ้น ร้านค้าแบบซุปเปอร์มาร์เก็ตเริ่มเกิดขึ้น เช่น ฟู๊ดแลนด์ หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตกึ่งร้านสะดวกซื้อแบบที่เรียกว่า มินิมาร์ท ในกลุ่มของเซ็นทรัลเริ่มเปิดตัว และได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มลูกค้าอย่างดี วิธีการจับจ่ายของกลุ่มลูกค้าได้รับการตอบรับดังกล่าวจึงทำให้ระบบการค้าของประเทศไทยขณะนั้นเริ่มปรับตัวจับตลาดที่มุ่งเน้นการสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ยุคคอมเพล็กซ์ Complex Department Store การออกแบบพื้นที่เน้นขนาดใหญ่ที่ครบวงจร โครงการขนาดใหญ่ต่างเริ่มเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นห้างมาบุญครอง เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซีคอนแสคว์ แม้แต่หลักสี่พลาซ่าที่ไม่ประสบความสำเร็จ การสร้างรูปแบบห้างสรรพสินค้าร่วมกับพื้นที่การให้เช่าเปิดร้านภายในคอมเพล็กซ์ กลายเป็นแนวโน้มของช่วงธุรกิจไทยช่วง 1980- 1990
               ในที่สุดรูปแบบของธุรกิจก็เริ่มมีการแบ่งลักษณะชัดเจนเพื่อตอบความต้องการของนักจับจ่าย ระบบค้าปลีกของประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนรูปแบบอีกครั้งในช่วงปี 1995 เป็นต้นมาด้วยการแยกตลาดธุรกิจเป็นระบบ Cash& Carry เริ่มด้วยสยามแมคโคร Makro มีการแยกร้านค้าขนาดเล็กแบบร้านสะดวกซื้อของเซเว่น อีเลฟเวน การแยกร้านที่เป็นซุปเปอร์มาเก็ตแบบ ฟู๊ดแลนด์ หรือ ท๊อปซุปเปอร์ของกลุ่มเซ็นทรัล ร้านวิลล่ามาร์เก็ตที่มีตำแหน่งการตลาดชัดเจน นอกจากนั้นกลุ่ม CP group เริ่มเข้ามาในตลาดค้าปลีกมากขึ้นด้วยการพัฒนาห้างดิสเคานท์สโตร์ในชื่อ โลตัสLotus และเริ่มมีนักลงทุนกลุ่มยุโรปเข้ามาอย่างเช่น ห้าง Discount Store ในชื่อ คาร์ฟูร์  Carrefour รวมทั้งกลุ่มเซ็นทรัลได้ก่อตั้งห้าง บิ๊กซี Big C ขึ้นมาแข่งขันในตลาดการให้ส่วนลด แนวโน้มในระยะนั้นเริ่มเน้นตามรูปแบบการจับจ่ายที่ต้องการประหยัดของผู้บริโภคมากขึ้น และในช่วงปี 2000 ที่มีวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยช่วงปี 1997-1998 (Recession period) มีการปรับตัวเพื่อการปกป้องตลาดของห้างในประเทศอย่างมาก มีส่วนใหญ่ที่เป็นห้างสรรพสินค้ารูปแบบเดิมต้องปิดตัวลงไปในขณะที่กระแสร้านค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ไฮเปอร์มาร์เก็ตเข้ามาในตลาดด้วยกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่จากอังกฤษคือ  “Tesco” เข้ามาสร้างธุรกิจด้วยการเข้าซื้อห้าง โลตัสของกลุ่มซีพี จากนั้นด้วยศักยภาพที่ดีกว่า ด้วยกลยุทธ์การขยายตัวด้วยเงินทุนที่พร้อมทำให้ระบบการค้าปลีกของประเทศไทยเปลี่ยนรูปแบบไปอีกระดับ และประกอบกับวิกฤติการในเอเชียที่ส่งผลต่อกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นด้วย ส่งผลให้เกิดการถดถอยของธุรกิจห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นจนเกือบหมดไปคงเหลือเพียง ห้างอิเซตัน และ จัสโก้ไว้เท่านั้น
               สภาพการแข่งขันทำให้มีการแบ่งรูปแบบธุรกิจด้านค้าปลีกออกชัดเจนมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมากระบวนการพัฒนาและการขยายธุรกิจด้านค้าปลีกเน้นการขยายสาขาเพื่อครอบคลุมตลาดมากขึ้น การวางรูปแบบการค้าที่สร้างความสะดวกสบายของผู้จับจ่าย ลักษณะประเภทของร้านค้าปลีกมีครบทุกประเภท การขยายตัวของร้านค้าเฉพาะอย่างขนาดใหญ่มีมากขึ้นเช่น ร้านขายสินค้าการก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ หรือร้านเฉพาะอย่างขนาดเล็กแบบ ร้านเสื้อผ้า ร้านขายยา รวมถึงการพัฒนาธุรกิจด้านอาหารที่มีการกระจายสาขาอย่างรวดเร็วรวมถึง ร้านสะดวกซื้อแบบ 7-11 หรือห้าง Family Mart รวมถึงร้านค้าที่เกิดขึ้นในประเทศเช่น Fresh Mart , V shop ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าค่อยๆทยอยปิดตัวลงเกือบหมดไปจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาด
ข้อสรุปที่ได้ของการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มธุรกิจการค้าการขายของประเทศก็คือ แนวทางการจัดการธุรกิจเน้นไปที่การสร้างคุณค่าให้ชัดเจน การค้าวันนี้ต้องทำให้ลูกค้ารับรู้ให้ได้ว่า เราคืออะไร เป็นสิ่งที่ตอบสนองความต้องการเรื่องอะไรให้ชัด ซึ่งคนสมัยใหม่เข้าใจและรับรู้ได้ทั้ง เรื่องของคุณภาพและราคา การซื้อหาสินค้าไม่ได้เน้นแค่เพียงภายนอกตามประโยชน์ใช้สอยแต่มองถึง ความหมายของสินค้าและบริการ การปรับตัวธุรกิจเน้นการเข้าถึงคนกินคนใช้มากขึ้น อิทธิพลของร้านค้าจะมีส่วนสำคัญมากกว่าผู้ผลิตเสียอีก วันนี้ระหว่างร้านค้ากับคนซื้อเข้าใจกันผูกพันกันมากขึ้น การขยายพื้นที่ของร้านค้าสู่เขตนอกเมืองคือ แนวโน้มที่นับวันจะชัดเจนมากขึ้น และขาดไม่ได้คือ การปรับเปลี่ยนการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาใช้ในร้านค้ามีแนวโน้มมากขึ้นและต่อเนื่อง คนยุคใหม่กับอุปกรณ์ สร้างความสะดวกส่วนตัวคือ สิ่งที่ต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลง คือ ความสามารถของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ การอยู่รอดคือ การน้อมรับการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าเข้ามาเพิ่ม มนุษย์ไม่เคยเรียกร้อง สิ่งที่ทำให้ช้าลง น้อยลง หรือ ลดคุณภาพ ธุรกิจก็จะต้องหายใจไปกับภาวการณ์เปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้จบ เพราะมันเป็นดั่งนั้นเอง.....