ข่าวสารและกิจกรรม

“ธุรกิจโรงหนัง" VS “ค้าปลีก” จูงมือกันรวยหรือหนีตายรายได้ไม่โต

6 ตุลาคม 2560 กลยุทธ์เพิ่มรายได้จากการขยายโรงหนังในอดีตด้วยการเกาะติดไปกับห้างใหญ่  แต่เมื่อห้างเริ่มอิ่มตัวชะลอดูกำลังซื้อก่อนเปิดป้ายสาขาใหม่ๆ  การเพิ่มคนดูจึงต้องบุกทุกพื้นที่ด้วยโรงหนังไซด์จิ๋วที่ฝังไปกับฝั่งธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ไม่หยุดเปิดแนวรบพื้นที่ภูธร   

          ปลายปี 2559 โรงภาพยนตร์ค่ายใหญ่อย่างเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ประกาศแผนการรุกตลาดต่างจังหวัด ทำให้สัดส่วนรายได้เทียบส่วนกลางจากเดิมอยู่ที่ 20/80 มาเป็น 50/50  ด้วยการแตกโรงฉายเข้าใกล้คนดูระดับอำเภอที่มีขนาด 96 ที่นั่ง โดยร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern trade) อย่าง เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ที่มุ่งขยายสาขาในระดับอำเภอเช่นกัน โดยจะเปิดโรงหนังระดับอำเภอ 1-2 โรงต่อจุด  ขณะที่ห้างค้าปลีกเลือกใช้เมเจอร์ทำหน้าที่เป็นแม็กเนตดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ  ด้วยการฉายหนัง 4-5 เรื่อง ผ่านการขายบัตรชมภาพยนตร์ในระดับราคาไม่สูง เพื่อเจาะฐานผู้ชมภาพยนตร์ที่เป็นกลุ่มผู้มีกำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง  ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชมที่ธุรกิจโรงภาพยนตร์รายใหญ่ยังเข้าไม่ถึง อีกทั้งไม่คุ้มค่าที่จะขยายการลงทุน  จึงไม่มีปัญหาเรื่องการแข่งขัน แต่ตอบโจทย์ผู้ชมได้มาก และสร้างดีมานด์ใหม่ ๆ ในตลาด
 
          “วิชา พูลวรลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ประกาศย้ำไปก่อนหน้าว่า  เป้าหมายเดิม คือ จะเปิดให้ครบ 1,000 โรงในปี 2563 ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ คาดว่าปีนี้เปิดไม่ต่ำกว่า 70 โรง เน้นไปที่ต่างจังหวัด ทั้งนี้ หลังจากทดลองนำโรงภาพยนตร์เข้าไปเปิดให้บริการในจังหวัดเล็กๆ และระดับอำเภอในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พบว่า ลูกค้าให้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี  ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในช่วง 2 เดือนสุดท้ายที่เหลือของปีนี้ บริษัทฯวางเป้าหมายขยายโรงภาพยนตร์อีกประมาณ 10  สาขา รวม 30 โรง  

          ปัจจุบัน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มี 118 สาขา 695 โรง 161,937 ที่นั่ง แยกตามพื้นที่เปิดบริการ คือ กรุงเทพฯและปริมณฑล 43 สาขา 358 โรง 80,562 ที่นั่ง ต่างจังหวัด 72 สาขา ใน 43 จังหวัด รวม 321 โรง 77,562 ที่นั่ง และต่างประเทศ 3 สาขา 16 โรง 3,813 ที่นั่ง ได้แก่ กัมพูชา 7 โรง และลาว 2 สาขา เวียงจันทน์ 5 โรง ปากเซ 4 โรง สำหรับสาขาในห้างค้าปลีกตั้งแต่ต้นปีเปิดไปแล้ว 4 สาขา ได้แก่ เทสโก้ โลตัส สามพราน นครปฐม โรบินสัน เพชรบุรี สามแยกปักธงชัย นครราชสีมา และบิ๊กซี ปทุมธานี และต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาภายใต้ชื่อ “อีจีวี สุโขทัย”ใน “เทสโก้ ตลาดโลตัส สุโขทัย”เป็นสาขาแรกตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา 

           โรงภาพยนตร์เมเจอร์ฯ ทั้งหมด 700 โรง แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 50% และต่างจังหวัด 50% ตามแผนของเมเจอร์จะมีครบ 1,000 โรงในปี 2563 แบ่งเป็นโรงภาพยนตร์ในไทย 900 โรง และในประเทศ CLMV อีก 100 โรง ในปี 2559 เมเจอร์มีรายได้ทั้งกลุ่มรวม 10,000 ล้านบาท เติบโต 6% เป็นรายได้จากภาพยนตร์ 5,000 ล้านบาท และอื่นๆ (ป๊อปคอร์น รีเทล จัดจำหน่ายหนัง) 5,000 ล้านบาท  หรือคิดเป็นการแบ่งเป็นรายได้จากตั๋วภาพยนตร์ ป็อปคอร์น และเครื่องดื่ม 65% พื้นที่ค้าปลีก 15% สื่อโฆษณา 10% และดิสทริบิวเตอร์ 10%

          ขณะที่คู่แข่งค่ายเอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น ที่มีธุรกิจหลักด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ ใช้โมเดลธุรกิจค้าปลีกไซซ์เล็กแพ็กคู่กับโรงหนังบุกไปเจาะตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น โดยร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นศูนย์การค้าซึ่งปัจจุบันมีสาขาครอบคลุมแล้ว 23 จังหวัดทั่วประเทศ   ทั้งนี้ ก่อนหน้าโรงภาพยนตร์เอสเอฟได้ทำหน้าที่ต่อยอดธุรกิจให้ศูนย์การค้าเมญ่าฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่จนประสบความสำเร็จเกินคาดมาแล้ว   

          “ สุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ”ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการบริหาร ศูนย์การค้าเมญ่าฯ  เคยกล่าวไว้เมื่อต้นปี 2559 ว่า โรงภาพยนต์เอสเอฟมีแผนที่จะลงทุนในรูปแบบ "สแตนด์อะโลน" ภายใต้แบรนด์เอสเอฟ ในคอนเซ็ปต์ของการพัฒนาพื้นที่โรงหนังและมีพื้นที่ค้าปลีก ซึ่งบริษัทเตรียมที่จะลงทุนพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกขนาดเล็ก   

          ปัจจุบัน โรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟ มีทั้งหมด 47 สาขา จำนวนโรงภาพยนตร์ 316 โรง รวมกว่า 70,000 ที่นั่ง อยู่ในกรุงเทพฯ 17 สาขา 148 โรงภาพยนตร์ และต่างจังหวัดอีก 22 จังหวัด จำนวน 30 สาขา 168 โรงภาพยนตร์ โดยปี 2558 เครือเอสเอฟสามารถทำรายได้รวม 4,000 ล้านบาท ผลกำไร 300 ล้านบาท อัตราเติบโต 10% จากปี 2557 มีรายได้รวม 3,700 ล้านบาท
 
เพิ่มโรงหนังเพิ่มรายได้ทางออกยอดขายตั๋วอืด
 
          รายได้จากยอดการจำหน่ายตั๋วที่ผันผวนไปตามจำนวนผู้เข้าชม จำนวนภาพยนตร์ ประกอบกับการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้การชมภาพยนต์มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เช่น พฤติกรรมการดูภาพยนตร์แบบ On Demand บนสมาร์ททีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ทและมือถือ ผนวกกับการเติบโตของธุรกิจโรงภาพยนตร์ฐานผู้ชมภาพยนตร์ที่เป็นกลุ่มผู้มีกำลังซื้อระดับสูงในห้างสรรสินค้าเริ่มชะลอลงตามการลดลงของการขยายตัวห้างสรรพสินค้าที่เต็มเกือบทุกพิกัด  ส่งผลต่อรายได้รวมจากการจำหน่ายตั๋วที่เริ่มอืด   ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยกระตุ้นต่อมกลยุทธ์ของผู้บริหารธุรกิจในการหาทางสร้างรายได้เพิ่ม

รายได้โรงภาพยนตร์ไทย(เฉพาะบัตรเข้าชม) ล้านบาท



         ประกอบกับเมืองไทยในสภาวะ Under Screen ถูกนำมาเป็นอีก 1 ปัจจัยในการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างโอกาสการเพิ่มรายได้จากยอดขายตั๋ว  เพราะประเทศไทยมีโรงภาพยนตร์เพียง 1,000 โรง (ในจำนวนนี้ 700 สาขา คือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์) คิดเป็นสัดส่วนประชากรต่อโรงภาพยนตร์(Population Per Screen) อยู่ที่ 1 ล้านคน : 15 โรง หรือ 73,000 คนต่อโรง   สร้างรายได้จากยอดขายตั๋วทั่วประเทศ ประมาณ 40 ล้านใบ  ถือว่าน้อยมากหากเปรียบเทียบกับประเทศในและนอกภูมิภาค  
  •  เกาหลีใต้ มีโรงภาพยนตร์ 3,000 โรง สัดส่วนประชากรต่อโรงภาพยนตร์ 1 ล้านคน : 50 โรง  หรือ   21,500 คนต่อโรง (มากกว่าไทยเกือบสี่เท่า) ยอดขายตั๋วต่อปีมากถึง 200 ล้านใบ,
  •  ประเทศจีน  40,000 โรง สัดส่วนประชากรต่อโรงภาพยนตร์ 1 ล้านคน : 25 โรง
  •  สหรัฐอเมริกา สัดส่วนประชากร 1 ล้านคน : 125 โรง
 
จับตารายได้ทั้ง 2 ฝ่ั่ง
 
          Franchise Premium จับตารายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจากยอดขายตั๋วพร้อมไปกับรายได้อื่นๆของธุรกิจโรงภาพยนตร์ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการธุรกิจโรงภาพยนตร์รายใหญ่ต่างวางแผนลดความเสี่ยงธุรกิจ คู่ขนานไปกับการเพิ่มสัดส่วนการสร้างรายได้จากบริการด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น บริการพื้นที่สื่อโฆษณา กล่าวได้ว่า คนเข้าโรงหนังเป็นกลุ่มผู้ที่ชอบดูภาพยนตร์อย่างแท้จริง ผู้ซื้อสื่อโฆษณาจึงนิยมใช้สื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์   ที่สามารถสร้างความรับรู้และจดจำในตัวโฆษณาได้เป็นอย่างดี และยังระบุกลุ่มผู้ชมได้อย่างชัดเจนว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นและครอบครัว ทั้งนี้ นอกจากสื่อโฆษณาบนจอภาพยนตร์ยังมีพื้นที่โฆษณาอื่นๆ เช่น พื้นที่โดยรอบโรงภาพยนตร์ สื่อโฆษณากลางแจ้ง เป็นต้น  
 
          พร้อมๆไปกับการสร้างยอดขายของธุรกิจค้าปลีกที่นำโรงหนังมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาด ในการดึงคนเข้าห้างหลังจากที่ต้องเผชิญกับคู่แข่งขันหน้าใหม่อย่างธุรกิจออนไลน์ที่เข้ามาตามการเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมผู้บริโภค
       
            ทางด้านธุรกิจ“ค้าปลีกไทย” ครึ่งปีแรก 2560 ยังปาดเหงื่อมีการฟื้นตัวเพียงเล็กน้อย  และครึ่งปีหลังหลังยังคงต้องเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจ ดังที่สมาคมค้าปลีกไทยได้ประเมินไว้ว่า หลังผ่านไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ ที่การใช้จ่ายแผ่วลง  แม้ภาครัฐจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการอัดฉีดโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แต่ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม  ขณะที่การลงทุนภาคอกชนยังไม่ฟื้นตัว    บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เติบโตลดลงทั้งยอดขายและกำไรและหนี้ครัวเรือนที่ยังส่งสัญญาณที่จะทรงตัว มีผลต่ออำนาจการซื้อของครัวเรือนต่ำ ทำให้การบริโภคสินค้าหมวดคงทนและหมวดสินค้ากึ่งคงทนอาจต้องชะลอออกไป  ความพยายามรักษาการขยายตัวของรายได้โดยขยายสาขาออกไปในต่างจังหวัดของค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทั้งเทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี  จึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงยาก
 
          “ จอห์น คริสตี้ ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารเครือข่ายร้านค้าปลีก “เทสโก้ โลตัส” เปิดเผยว่า ในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ลงทุนและสร้างการเติบโตทางธุรกิจของบริษัทแม่ กลุ่มเทสโก้ ประเทศอังกฤษด้วยศักยภาพและโอกาสธุรกิจของไทย เทสโก้ โลตัส เชื่อว่าจะยังสามารถขยายสาขาในระดับไม่ต่ำกว่า 100 สาขาต่อปี ต่อเนื่อง 3-5 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ เทสโก้ โลตัส เปิดสาขาใหม่เฉลี่ย 100 แห่งต่อปี ภายใต้งบลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นช่วง 3-5 ปี จะมีสาขาเปิดใหม่ของเทสโก้ โลตัส 300-500 สาขาทั่วประเทศ
 
          “ วิภาดา ดวงรัตน์ ”รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างค้าปลีกในกลุ่มเบอร์ลี่ยุคเกอร์ (บีเจซี) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2560 มีแผนที่จะใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท  ลงทุนเปิดมินิบิ๊กซีฯ สาขาใหม่ โดยไม่เน้นรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต 

 
ป๊อปคอร์นพระเอกสร้างรายได้ตัวจริง

          การขยายสาขาในต่างจังหวัดจึงเป็นการรักษาการเติบโตของรายได้ทางตรง คือ ยอดจำหน่ายตั๋ว  เมื่อพ่วงกับค้าปลีกบริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม ที่มีป็อบคอร์นและเครื่องดื่มเป็นพระเอกนางเอก ที่คิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง ร้อยละ 65  ซึ่งที่ผ่านมา“วิชา พูลวรลักษณ์” CEO ของเครือเมเจอร์ฯ ได้เคยกล่าวอธิบายสาเหตุที่ราคาป็อปคอร์นและเครื่องดื่มแพง เพราะต้องการให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุด โดยเฉพาะป็อปคอร์นที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด
 
           เป็นที่รู้กันว่าโรงหนังข้อตกลงกับห้างเจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่จะแบ่งรายได้จากค่าตั๋วกันคนละครึ่ง แต่โรงหนังจะทำกำไรจากการค้าปลีกขนมและน้ำดื่ม“เต็มๆ”ว่ากันว่าคำนวณแล้ว รายได้จากของกินจะสูงกว่ารายได้จากการขายตั๋วเป็นสัดส่วน 70:30 หรือ 80:20 กันเลยทีเดียว และในบางครั้งโรงภาพยนตร์ จะใช้กลยุทธ์การตลาดดึงคนเข้าโรงหนังด้วยการลดราคาตั๋วในบางวัน  เพราะอย่างน้อยๆการเข้ามาซื้อของกินก็ยังสร้างรายได้  ดีกว่าปล่อยให้ที่นั่งว่างในวันที่คนไม่นิยมเข้าชมภาพยนตร์ เช่น กลางวันของวันทำการปกติ เป็นต้น   
 
          ความทรงจำเมื่อครั้งเยาว์วัยเวลาเข้าโรงหนังในอดีต  บ้านเรามักซื้อของกินหน้าโรงหนังติดไม้ติดมือเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นผลไม้สด-ดองตามล้อเข็น  หรือ จะเป็นถั่วต้ม  เมื่อเข้าสู่ยุคทองของวงการหนังสหรัฐฯ ช่วง 1930s ป๊อปคอร์นได้กลายมาเป็นขนมกินเล่นระหว่างดูหนังยอดนิยมมาและเผยแพร่มาสู่บ้านเราจนถึงปัจจุบัน เนืื่องจากช่วง 1929s เป้นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ประกอบกับเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 น้ำตาลถูกส่งออกไปสนับสนุนการรบแก่ทหารอเมริกันที่ออกไปสู้รบนอกประเทศ   การขาดขนมหวานทำให้มีการนำข้าวโพดมาคั่วกับเกลือ  จึงเป็นอาหารว่างราคาย่อมเยาว์ จนถึงปลายศตวรรษที่ 29 อเมริกาจึงเป็นประเทศที่ทำธุรกิจข้าวโพดคั่วเป็นรายแรก  ต่อเนื่องมาถึงช่วงศตวรรษที่ 20 มีการเกิดขึ้นของโรงภาพยนต์  ข้าวโพดคั่วจึงปรากฏตัวขึ้นในฐานะของว่างคู่โรงหนังนับจากนั้นมา

          เรามักพบ“กฎเหล็ก” ห้ามนำของกินจากที่อื่นเข้าไปโรงภาพยนตร์แต่ปล่อยให้นำป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มของโรงหนังเข้าไปกินกันตามสบายและหลายครั้งเราก็ยินดีจ่ายแพงซึ่งบางครั้งอาจแพงกว่าค่าตั๋วหากแก้วน้ำอัดลมหรือกล่องใส่ป๊อปคอร์นได้โปรโมทร่วมกับหนังให้กลายเป้นของสะสมไปในตัว  ก็เพราะเป็นรายได้หลักของโรงหนังโดยตรงนั่นเอง

           การจับมือเดินของธุรกิจค้าปลีกกับธุรกิจโรงภาพยนต์ที่เห็นไม่ใช่เรื่องใหม่  แต่ใครจับมือกับใครแล้วโตไปด้วยกันได้สำเร็จหรือเปล่าเป็นเรื่องที่ต้องดูกันท่ามกลางทางเลือกและวิธีคิดที่เปลี่ยนไปของผู้ซื้อ