ข่าวสารและกิจกรรม

ทอยส์“อาร์”อัส ล้มละลายสัญญาณเตือนภัยค้าปลีก เรียบเรียงโดยบิสิเนสโค้ช

22 กันยายน 2560
ดอกเบี้ยทับถมที่เกิดจากหนี้สินต่อทุน 1/4 คือ ต้นเหตุให้ขาดสภาพคล่องที่จะนำมาปรับปรุงธุรกิจเพืื่อต่อกรกับการเข้ามาของโลกออนไลน์ไม่ทันต่อเหตุการณ์  คือ ที่มาของการเผชิญกับปัญหาครั้งใหญ่ในการยืนขอพิทักษ์ทรัพย์เพื่อต่อลมหายใจแห่งตำนาน กว่า 70 ปี (ก่อตั้งเมื่อปี 2491 )   ของอาณาจักรของเล่น TOYS “R” US  เชนร้านค้าปลีกของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ที่ปัจจุบันมีสาขากว่า 1,600 สาขา และพนักงาน 64,000 คน ใน 38 ประเทศทั่วโลก


ทอยส์ “อาร์” อัส (เอเชีย) ยันไม่ได้รับผลกระทบ   

     นายอังเดร เจฟส์ ประธานบริหาร ทอยส์ “อาร์” อัส (เอเชีย) กล่าวว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างทางการเงินของบริษัทแม่ในสหรัฐ ที่ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้กฎหมายล้มละลาย  ปัจจุบันบริษัทมีสาขาทอยส์ “อาร์” อัส อยู่มากกว่า 135 ร้าน และจะเปิดอีก 22 สาขาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และยืนยันว่าบริษัทยังเปิดดำเนินการธุรกิจ และให้บริการลูกค้าต่อไป พร้อมเปิดสาขาใหม่ในตลาดที่เข้าไปลงทุนโดยเฉพาะจีน  
ทอยส์ “อาร์” อัส (เอเชีย) แถลงว่า ทางบริษัทมีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง ดำเนินธุรกิจค้าปลีกด้วยเงินทุนของบริษัทเอง ทั้งยังมีการเติบโต และลงทุนในภูมิภาค  บริษัทฯเป็นธุรกิจร่วมทุนในเอเชียของทอยส์ “อาร์” อัส อิงค์ ซึ่ง ถือหุ้นอยู่ 85% โดยมี ฟุง รีเทลลิง ธุรกิจค้าปลีกในเครือฟุง กรุ๊ป กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของฮ่องกง ถือหุ้นที่เหลืออีก 15%   ทั้งนี้ ทอยส์ “อาร์” อัส  (เอเชีย)ไม่ได้อยู่ในแผนการปรับโครงสร้างทางการเงิน ของบริษัทแม่ทอยส์ “อาร์” อัส อิงค์ ในสหรัฐแต่อย่างใด
 
ทอยส์ “อาร์” อัส (ประเทศไทย)
     ธุรกิจทอยส์ “อาร์” อัส ในประเทศไทยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีสาขาเปิดให้บริการรวม 12 แห่ง และยังมีร้านค้าในลักษณะ Pop up อีก 8 แห่ง และมีแผนจะขยายสาขาต่อไปอีก   ผู้บริหารเคยให้สัมภาษณ์เมื่อต้นปี 2560 นี้ว่า หลังจากเปิดให้บริการมาครบ 10 ปี ในประเทศไทยยังมีแนวโน้มไปได้ดี   เร่งทำตลาดในไทย เปิดสาขาลำดับ 12 ขึ้นห้าง ณ ชั้น 3 ศูนย์การค้าโชว์ ดี ซี ใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยสาขาใหม่ของทอยส์ “อาร์” อัส นี้ การตกแต่งเน้นความทันสมัยเป็นหลัก และยังเพิ่มแสงสว่างเพื่อให้เกิดความสดใสมากขึ้น ภายใต้พื้นที่ 850 ตารางเมตร แบ่งกลุ่มสินค้าภายในร้านออกเป็น 7 โซน
     เมื่อปลายปี 2559 ได้เปิดเมืองของเล่นระดับโลก โดยจับมือเทอร์มินอล 21 เปิดสโตร์แนวคิดใหม่ นับเป็นสาขาแรกของต่างจังหวัด ที่เทอร์มินอล 21 โคราช บนพื้นที่ 800 ตร.ม. วงเงินลงทุนประมาณ 35-40 ล้านบาท  ด้วยความมั่นใจศักยภาพตลาดของเล่นระดับพรีเมี่ยมของไทยปี 59 ยังเติบโตแข็งแกร่งและเหนือกว่าหลายๆ ประเทศในเอเชียแปซิฟิก  ทั้งนี้ นางสาวอโณทัย ธีรธนิตนันท์ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท ทอยส์ รีเทลลิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารร้านทอยส์ “อาร์” อัส (Toys “R” Us) เปิดกล่าวไว้ในการเปิดสาขาดังกล่าวว่าว่า “นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกกับพันธมิตรศูนย์การค้ารายใหม่ของเรา ” จึงเป็นที่น่าจับตาแผนธุรกิจของ ทอยส์ รีเทลลิ่ง (ประเทศไทย) ที่ 2-3 ปีนี้ มีเป้าหมายขยายการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเตรียมเพิ่มสาขาอีก 10 แห่ง ให้ครบ 20 สาขาภายในปี 2561 เพื่อสร้างยอดขายให้เติบโตขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งนอกจากการเปิดสาขาเต็มรูปแบบแล้ว ยังมีแผนเปิดสาขาในรูปแบบ “ป็อปอัพ สโตร์” เป็นสาขาจำหน่ายสินค้าของเล่นแบบชั่วคราวครั้งละ 3-9 เดือน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อทดลองตลาด
 
แกะรอยเส้นทางล้มละลาย
     ทอยส์ อาร์ อัส อิงค์  บริษัทค้าปลีกของเล่นเด็กชื่อดังรายใหญ่อันดับ 1 ของโลกจากสหรัฐอเมริกา  จับตลาดลูกค้าตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงมัธยมศึกษา เน้นจำหน่ายสินค้าที่ช่วยเพิ่มพัฒนาการทางด้านทักษะและการเรียนรู้ รวมถึงของเล่นที่เน้นให้ความสนุกสนาน   การเติบโตภายใต้แนวคิด We Touch Kids Where It Counts! ทำให้ครองตลาดของเล่นทั่วโลกอยู่ร้อยละ 23 ปัจจุบันยังร่วมทุนระหว่างร้านดังกล่าวและห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น เพื่อพยายามต่อสู้กับคู่แข่ง อย่างอเมซอน
     ปฏิกิริยาที่โลกการค้าแบบดั้งเดิมหรือที่เรียกขานว่า “ธุรกิจออฟไลฟ์” กำลังถูกแพลตฟอร์ม “ธุรกิจออนไลน์” ที่ย่อโลกค้าขายไว้เพียงปลายนิ้วคลิ๊ก ราวกับเป็น “โลกเสมือนจริง” ได้เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นในสัดส่วนที่ทำให้หลายกิจการที่ได้ได้ปรับตัวต้องซวนเซและล้มหายในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นจำนวนมาก   รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทำให้ของเล่นที่จับต้องเสริมจินตนาการถูกแปลงโฉมไปเป็นเกมบนแพลตฟอร์มมือถือ  พ่อแม่จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะให้ลูกมีเพื่อนเป็นเกมส์ทดแทนของเล่นในอดีต    
     กระแสโกลบอลไลเซชั่นทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความสำเร็จในยุค Digital Disruption จากการขยายตัวของรูปแบบการค้าอี-คอมเมิร์ซ ทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อเป็น “ชอปปิงออนไลน์” แทนการเดินใน “ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์” หรือ “ห้างสรรพสินค้า” ธุรกิจค้าปลีกเก่าแก่ที่เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงการค้าปลีกแบบดั้งเดิม หรือ Traditional Trade มาแล้ว  
การต่อสู้กับ Amazon 1 ใน 5 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่กวาดยอดขายของเล่นและสินค้าสำหรับเด็ก “ทางออนไลน์”เฉพาะในอเมริกา ปี 2559 สูงถึง 71,380 ล้านบาท ตามมาด้วย Walmart มียอดขาย 42,400 ล้านบาทส่วน Toys R Us มียอดขายมรา 30,100 ล้านบาท

       นอกจากนี้ บริษัทฯยังเผชิญกับปัญหาจากการที่ซัพพลายเออร์ และผู้จำหน่ายของเล่นต่างกันยื่นเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้นต่อบริษัท รวมถึง การระงับ หรือลดการส่งสินค้าให้จนกว่าจะได้รับการชำระเงินสด ก่อนหน้าที่จะถึงช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปี อันเป็นช่วงทำรายได้หลักของบริษัท และเมื่อปีที่แล้วทอย “อาร์” อัส มีรายได้จากช่วงเทศกาลปลายปี คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 40% ของรายได้ตลอดทั้งปีที่ 11,500 ล้านดอลลาร์

     นี่คือปัจจัยหลักๆที่เราเห็นด้วยตาเปล่าว่ามีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจ  จนถึงวันนี้ที่บริษัทฯดังกล่าวต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย(แชปเตอร์ 11) ต่อศาลล้มละลายในเมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย  การเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงจากโลกออนไลน์   เป็นเหตุให้บริษัทแบกรับหนี้สินถึง 4.9 พันล้านดอลลาร์ ราว 175,000 ล้านบาท โดยมีหนี้ที่เกิดจากดอกเบี้ยมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ราว 14,000 ล้านบาทในปี 2561 และ 1.7 พันล้านดอลลาร์ ราว60,000 ล้านบาทในปี 2562
      การขาดทุนสะสมที่มีมาอย่างต่อนื่องดูได้จากข้อมูลรายได้และผลขาดทุนย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา ก็พอมองเห็นอาการกำเริบได้เป็นอย่างดี โดยใน
ปี 2557 บริษัทฯมีรายได้รวม 407,913 ล้านบาท ขาดทุน 9,504 ล้านบาท ต่อมาปี 2558 มีรายได้รวม 389,466 ล้านบาท ขาดทุน 4,092 ล้านบาทและ ในปี  2559 ที่ผ่านมามีรายได้รวม 380,820 ล้านบาท ขาดทุน 957 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากภาระดอกเบี้ยจากหนี้สินที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งกลุ่ม Bain Capital Partners LLC, Kohlberg Kravis Roberts และ Vornado Realty Trust ได้เข้าซื้อกิจการจากเจ้าของเดิมเมื่อปี 2548 ด้วยมูลค่ารวม  217,800 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มดังกล่าวใช้เงินทุนตัวเองเพียง 42, 900 ล้านบาท ขณะที่อีก 174,900 ล้าน ได้นำสินทรัพย์ที่มีไปค้ำประกันเงินกู้ (Leverage Buy Out) ดังนั้น จากวงเงินกู้ที่มีอยู่เดิมไม่ถึง 30,000 ล้านบาท ได้กระโดดไปเป็น 204,600ล้านบาท นั่นคือที่มาของภาระดอกเบี้ยที่ทับถม 13,200-14,850 ล้านบาทต่อปี 

จับตาความท้าทายจากนี้ไป
     แถลงการณ์ของทอยส์ อาร์ อัส ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าว ทางบริษัทได้รับการพิจารณาความช่วยเหลือด้านเงินกู้จากธนาคาร มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ หรือ กว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถาบันการเงินหลายรายรวมถึง จีพีมอร์แกนด้วยซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการอนุมัติ เพื่อนำมาแก้ปัญหาในธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อไปได้ในช่วงที่ทางบริษัทอยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้าง   แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ตามกระบวนการปรับโครงสร้างนั้น ทอยส์ “อาร์” อัส มีแผนที่จะปิดสาขาจำนวนหนึ่งที่มีผลประกอบการย่ำแย่ ส่วนสาขาที่เหลือ จะดำเนินการปรับปรุงให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น อาทิ พื้นที่เล่นภายในร้าน  
     การ
ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์และปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทแม่ในอเมริกาในครั้งนี้แม้จะไม่ใช่การเลิกกิจการ   แต่ปรากฏการณ์นี้นับเป็นกรณีศึกษาต้นทุนทางการเงินที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุน 1/4 นั้นมีความเสี่ยงสูงมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านวิธีการค้าขายจากแบบดั้งเดิมมาเป็นการเข้าถึงผู้บริโภคบนโลกออนไลน์  กับสัญญาณเตือนภัยที่มีความถี่สูงส่งถึงผู้ประกอบการค้าปลีกว่า ถึงเวลาที่ต้องปรับไม่เช่นนั้นเราอาจจะถูกเปลี่ยนสนามธุรกิจ

source: reuters, forbes, businessinsider