ความรู้เรื่องแฟรนไชส์

ธุรกิจคุณเป็นแฟรนไชส์ยุคไหน

          ธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเศรษฐกิจประเทศไทย ตลอด 3 ทศวรรษ ผ่านการเติบโต ล่มสลาย และกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง  พร้อมไปกับการยกระดับมาตรฐานแฟรนไชส์ของคนไทยที่มาถึงวันนี้มีพัฒนาการก้าวเข้าสู่ยุคที่ 3 เราลองมาสำรวจกันว่าธุรกิจที่คุณสร้างระบบแฟรนไชส์ หรือ ธุรกิจที่แฟรนไชส์ซีเลือกลงทุนนั้นมีพฒนาการอยู่ในยุคไหนกัน

          ว่ากันว่าธุรกิจแฟรนไชส์เข้ามา บ้านเราตั้งแต่ปี 2526 เริ่มต้นจากกลุ่มใกล้ตัวอย่างเป็นธุรกิจด้านอาหารและร้านค้าแบบมินิมาร์ทในช่วงแรกๆ ซึ่งอยู่ในวงแคบๆของกลุ่มนักธุรกิจและคนที่ได้เดินทางไปต่างประเทศได้รู้ได้เห็นและนำเอาระบบมาลงทุนแพร่หลายในบรรดาห้างสรรพสินค้าต่างๆ  และตื่นตัวมากขึ้นเมื่อมีการเข้ามาของ เซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และมีการสร้างการค้าระบบสาขาของคนไทยมีการการเติบโตราวดอกเห็ด  ก่อนที่หลายกิจการต้องติดเบรกหรือบางกิจการต้องล้มหายไปกับวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียเมื่อปี 2540(1997) ที่ถือว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ “ A new kind of crisis ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระบบเศรษฐกิจการเงินโลกโดยมีประเทศไทยเป็นต้นทางทางจนได้รับเกียรติว่าเป็น “วิกฤตต้มยำกุ้ง”
          การเข้ามาของเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทยนับจากปี 2531 ที่บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.ซีพี ออลล์ (ชื่อเดิม: บมจ.ซีพีเซเว่นอีเลฟเว่น) ในเครือเจริญโภคได้ลงนามในสัญญา ซื้อสิทธิประกอบกิจการจากเจ้าของสิทธิ์บริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์ จำกัด (เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน และประเดิมเปิดสาขาแรก คือ สาขาถนนพัฒน์พงศ์ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนพัฒน์พงศ์ เปิดให้บริการเมื่อ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2532 และมีการขยายสาขาอย่างก้าวกระโดด [ 2552 : 3,000 สาขา , 2557 : 8,000 สาขา , ณ สิ้นปี 2559 : 9,542 สาขา และ 9,788 สาขา (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560) โดยซีพีออลล์มีแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 700 สาขา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย 10,000 สาขา ภายในปี 2560 และ13,000 สาขาภายในปี 2564  นำมาซึ่งการพัฒนาแฟรนไชส์ของคนไทยในธุรกิจที่หลากหลาย 

          หลังมรสุมปี 2540 ระบบแฟรนไชส์แบบไทยๆได้กลับมาเติบโตอีกครั้ง ซึ่งภาครัฐได้ให้การส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์อย่างจริงจังด้วยความคาดหวังว่าระบบนี้จะทำให้เกิดการก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อให้กระจายตัวกลับมาเป็นกลไกผลักดันเศรษฐกิจประเทศ    อีกทั้งธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นสาขาบริการจัดจำหน่าย ที่อยู่ภายใต้ความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (AFAS : Asean Frameworks Agreement on Service) ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและช่วยให้ธุรกิจพัฒนาและขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว สามารถลดข้อจำกัดและสร้างความได้เปรียบในด้านแหล่งเงินทุน อีกทั้งยังสร้างผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ให้มีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่า  เป็นที่มานโยบายของการส่งเสริมภาครัฐซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ การสร้างธุรกิจสู่ระบบแฟรนไชส์ (Franchise B2B) , พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์สู่เกณฑ์มาตรฐาน (Franchise Standard)ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์สู่เกณฑม์าตรฐานคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ปี 2552 และส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพสู่สากล (Franchise Go Inter)
         
          จากพัฒนาการและการส่งเสริมจากภาครัฐข้างต้น เมื่อพิจารณาวิวัฒนาการการพัฒนาระบบแฟรนไชส์ของคนไทย ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจะพบว่า เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค ดังรายละเอียดคือ

ยุคแรก   ธุรกิจไขอาชีพ

          ตลาดของระบบแฟรนไชส์เราจะเห็นอัตราการเติบโตของระบบอย่างเหลือเชื่อ ตั้งแต่ปีประมาณ 2543 ขึ้นมาเติบโตจาก 6-7 พันล้าน ขณะนี้อยู่ที่ 2 แสน 8 หมื่นกว่าล้านบาท และมีโอกาสที่จะโต 3 แสนกว่าล้านในระยะเวลาใกล้ๆ  ปัจจุบันจะมีธุรกิจอยู่ประมาณ 500 -600 ธุรกิจ   ซึ่งในสมัยยุคที่ 1 คือยุคที่เป็น แฟรนไชส์ขนาดเล็กแล้วกระจายอยู่ทั่วไปการเติบโตได้ดีมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ของระบบทั้งหมด   จึงทำให้ในจำนวนนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับนักลงทุน
ธุรกิจไขอาชีพ”แฟรนไชส์ในยุคแรกๆ เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ที่ตอบโจทย์ระบบค้าปลีกด้วยสาขาเพื่อสร้าง Economy of scale ให้แก่เจ้าของธุรกิจ หรือ แฟรนไชส์ซอร์  แต่ขาดระบบรองรับเพื่อควบคุมให้ร้านขาสาขา หรือ แฟรนไชส์ซี ดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันส่วนใหญ่ไม่มีคู่มือปฏิบัติการ  ส่งผลต่อการขาดกระบวนการตรวจสอบคุณภาพตลอดจนระบบการส่งเสริมศักยภาพการจัดการร้านให้แก่ผู้รับสิทธิ์ 

          ก่อนหน้านี้ใน 3-4 ปีที่แล้ว สิ่งที่ต้องมองมากที่สุด คือ การแยกระบบแฟรนไชส์ออกจากธุรกิจไขอาชีพ  แต่ปัจจุบันผู้บริโภคหรือนักลงทุนก็เข้าใจในเรื่องตรงประเด็นนี้เป็นหลัก จึงส่งผลให้ระบบแฟรนไชส์ที่มีขนาดเล็ก  อัตราการเติบโตลดลงมาอย่างเห็นได้ชัด  ธุรกิจที่ขยายตัวในระบบแฟรนไชส์ของประเทศไทย  ไม่ใช่ธุรกิจที่ต่ำกว่าแสนอีกต่อไป  หมดยุคของการลงทุนที่เรียกว่าไขอาชีพและก้าวเข้าสู่ระบบบิสิเนสฟอร์แมท

ยุคที่ 2   Business Format

          ยุคที่ 2 ของระบบแฟรนไชส์ในประเทศไทยในขณะนี้มีโอกาสที่จะไปแตะที่ 600 ถึง 800 ด้วยอัตราจำนวนประชากรของเราจำนวน 68 ล้านคน เราสามารถที่จะมีธุรกิจที่ 600 กว่าธุรกิจที่จัดการได้ดีจะเพิ่มขึ้น  ด้วยธุรกิจขนาดเล็กที่ถูกสร้างบิสิเนสฟอร์แมท( Business Format ) ได้ดี  ทั้งนี้ เมื่อพัฒนาเข้าไปในสู่ระบบแฟรนไชส์ จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องการบริหารการทำธุรกิจแฟรนไชส์และการบริหารจัดการสาขาเขาทำกันอย่างไร  เพราะหัวใจสำคัญของแฟรนไชส์  อยู่ที่ธุรกิจที่ถูกออกแบบบิสิเนสฟอร์แมท ( Business Format ) ต้องเข้าใจในเรื่องการขยายระบบสาขา   

          เราจะเริ่มเห็นว่าธุรกิจบางอย่างน่าสนใจมากอย่าง เช่น ร้านกาแฟนคลาสที่จังหวัดโคราช  บ้านย่าที่เป็นสเต๊กของต่างจังหวัด  เริ่มมีการขยายข้ามเขตไปตามภูมิภาคต่างๆ  ชาบูบางยี่ห้อที่มีการเติบโตนี่คือเติบโตในลักษณะที่เรียกว่าบิสสิเนสฟอร์แมท  แต่คำถามคือการขยายสาขานั้นต้องรู้อะไรบ้าง นี่แหละคือประเด็น

          การพัฒนาที่เราเรียกว่าก๊อปปี้แอนด์ดีเวลลอปเม้นท์ จะเห็นจุดำคัญก็คือว่า คนที่ก๊อปปี้แล้วนำมาดีเวลลอปจะสร้างจุดยืนของตัวเองขึ้นมาได้ด้วย ไม่เป็นก๊อปปี้เพจอย่างเดียว มันจึงทำให้ยุคที่ 2 ของระบบแฟรนไชส์ นี้เฟื่องฟู จากนี้ไปเราจะเห็นการขยายธุรกิจขนาดกลาง ที่จะต้องเรียนรู้ของการสร้าง ระบบสาขาและระบบของแฟรนไชส์ตีคู่กันไป  ธุรกิจแฟรนไชส์ คือระบบสาขา แต่แฟรนไชส์จะทำให้การลงทุนจากภายนอกเข้ามาในระบบของตังเองได้  ทำ

ยุคที่ 3     International Franchising

          ธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยจากยุคแรก “ธุรกิจไขอาชีพ” สู่ยุคที่ 2 “Business format” สำหรับยุคต่อไป คือ การสร้างระบบอินเตอร์เนชั่นแนลแฟรนไชส์ ( International Franchising )ของประเทศไทย 

          ขณะนี้เราจะเริ่มเห็นแล้วว่าแฟรนไชส์สัญชาติไทยหลายแบรนด์ได้เปิดให้บริการนำร่องในต่างประเทศ  อาทิ ธุรกิจกาแฟอย่างอเมซอน หรือ อินทนิล หรือ ธุรกิจกาแฟบางแห่งโตขึ้นไป 16 ประเทศในรอบประเทศ หรือแม้กระทั่งธุรกิจค้าปลีกอย่างเครื่องสำอาง เช่น ร้านสาขาของบิวตี้บุฟเฟ่ ( BEAUTY BUFFET )ที่ขยายออกไปในต่างประเทศ    เรายังมีธุรกิจอีกหลายตัวที่สามารถออกแบบให้กลายเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลได้

          จากวันนี้ไปเราจะเห็นธุรกิจที่เรียกว่า แฟรนไชส์พรีเมี่ยม คือ แฟรนไชส์ที่ถูกยกระดับขึ้น นักลงทุนต้องซื้อสิทธิในการลงทุนนับเป็นล้านบาท  แฟรนไชส์ตัวขนาดใหญ่ที่มีการลงทุน 10 ล้านขึ้นไป  จะต้องซื้อสิทธิ์แรกเข้าอย่างน้อย 2 ล้านบาท จะเริ่มเข้ามาเห็นในระบบแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นระบบแฟรนไชส์ของคนไทย เมื่อเทียบกับแฟรนไชส์ในเอเชียปกติหากขายข้ามประเทศจะใช้วงเงินลงทุนอยู่ประมาณ  5 ล้านถึง 8 ล้านบาท ระบบของไทยกำลังพัฒนาไปแบบอินเตอร์เนชั่นแนล แฟรนไชส์ซึ่งจะเป็น ยุคที่ 3 ของระบบแฟรนไชส์ของบ้านเรา 

          ในอนาคตการลงทุนจะถูกเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการออกแบบจะอินเตอร์เนชั่นแนลมากขึ้น เป็นยุคที่เราจะไปสู่ก็คือ International franchising แต่เราจะอยู่ประมาณแถบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ประมาณ CLMV ที่ขยายไป  ซึ่งศักยภาพตลาดนี้ใหญ่มาก   มูลค่าธุรกิจในเขต 10 ประเทศจากนี้ไปไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทสำหรับระบบของธุรกิจที่เป็น International franchising