ความรู้เรื่องแฟรนไชส์

STRONGER THAN EVER! เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ช่วง COVID-19 นี้ต้องแข็งแรงมากกว่าที่เคยนะ!

การที่ธุรกิจของเราเป็นแฟรนไชส์ ทั้งในฐานะแฟรนไชส์ซอร์ หรือแฟรนไชส์ซีก็ย่อมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบของตนเองที่เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่นั้นประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า การที่แฟรนไชส์จะประสบความสำเร็จได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่แฟรนไชส์ซอร์ หรือแฟรนไชส์ซีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการแฟรนไชส์เองในปัจจุบัน อาจต้องทำงานหนักกว่าที่เคย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่าง แฟรนไชส์ซอร์ และ แฟรนไชส์ซี ในสถานการณ์ของโควิดที่ไม่มีอะไรแน่นอนในปัจจุบัน การมี 3 สิ่งสำคัญที่คุณต้องทำให้ดี เพื่อช่วยให้ระบบธุรกิจแฟรนไชส์ไปต่อได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
 
  1. การสื่อสารคือสิ่งสำคัญ
ทั้งการสื่อสารระหว่างทีมแฟรนไชส์ซอร์-แฟรนไชส์ซี  และการสื่อสารออกไปสู่ลูกค้า สร้างความมั่นใจถึงการมีอยู่ และการดำเนินธุรกิจ แฟรนไชส์ซอร์หากมีแผนปรับเปลี่ยน หรือ แผนในการช่วยเหลือแฟรนไชส์ซี ควรสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นให้กันและกัน อาจเพิ่มการพูดคุยผ่านทางออนไลน์บ่อยยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน การหันมาสื่อสารในรูปแบบ video conference ก็สามารถทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะแฟรนไชส์ซีที่กำลังเผชิญกับปัญหา แน่นอนว่าต้องการคำตอบหรือ การติดต่อที่ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
  1. การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ 
อาจต้องมีการมาช่วยกันดูถึงรูปแบบธุรกิจ(Business Modelปัจจุบันที่ทำอยู่นั้น จะสามารถไปต่อได้ไหมในสถานการณ์ที่ทำให้โลกเปลี่ยนไปแล้ว อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนขนาดของร้าน หรือระบบการจัดการในขั้นตอนการทำงานต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งแฟรนไชส์ซอร์ และแฟรนไชส์ซีอาจต้องร่วมกันวิเคราะห์จากสิ่งที่ได้เจอมาจากปัญหาจริงที่เกิดขึ้น อาจะต้องมีการอบรมกันใหม่เกิดขึ้น เพื่อที่ระบบใหม่จะสามารถดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง
  1. ร่วมกันวางแผนสำหรับอนาคต
สำหรับแฟรนไชส์ซอร์ ต้องมีการวางแผนรับมือกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป แล้วต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แฟรนไชส์ซี ในส่วนของแฟรนไชส์ซีก็ควรจะให้ความร่วมมือต่อแผนที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป เพราะหากเราไม่ร่วมกันวางแผนตาม “new normal” ธุรกิจอาจไม่สามารถไปต่อได้ การกลับมานั่งพิจารณากลุ่มลูกค้าว่าพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างไร อาจต้องการความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้เพราะแฟรนไชส์ซีเองก็จะใกล้ชิดกับผู้มาใช้บริการในธุรกิจของตนมากกว่าแฟรนไชส์ซอร์อยู่แล้ว การวางแผนจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคจึงต้องเกิดจากทั้งสองฝ่าย
 
 
สิ่งที่จะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น อาจทำไม่ยากอย่างที่คิด แต่อาจต้องเพิ่มความเอาใจใส่ และเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้น เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนล้วนมีปัญหา เพียงแต่เมื่อเราตัดสินใจร่วมมือกันแล้ว จะต้องไม่ปล่อยมือกันไปกลางทาง ซึ่งในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าคุณจะเป็นแฟรนไชส์หรือไม่ การทำตาม 3 ข้อนี้ ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยคุณได้เช่นเดียวกัน
 
อ้างอิงจากเว็บไซต์ https://www.forbes.com