Who we are

เกี่ยวกับเรา

ความเป็นมาแฟรนไชส์พรีเมี่ยม

มองมุมใหม่ธุรกิจแฟรนไชส์ในไทย

เริ่มจากสภาพทั่วไปของความเข้าใจธุรกิจที่ระบบแฟรนไชส์ไทยไม่ได้แยกแยะหรือมีความเข้าใจในธุรกิจที่นาเสนอปัจจุบันว่า อะไรอยู่ในข่าย "ธุรกิจสร้างอาชีพ" ที่วิธีคิดใกล้เคียงแต่เงื่อนไขธุรกิจต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับระบบธุรกิจแฟรนไชส์แท้ๆ จากแนวคิดตั้งต้นที่ต่างกันทำให้ค่าใช้จ่ายในการดาเนินการต่างกัน เมื่อมีการนาเสนอที่มีข้อยกเว้น เช่น ไม่เก็บค่าแฟรนไชส์ ไม่เก็บค่าบริหารซึ่งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงบริษัทแม่ แทนที่ธุรกิจที่นาเสนอจะไปเน้นความแตกต่างเรื่องของการบริหารจัดการที่ดีกว่า ที่ในความเป็นจริงต้องมีความเชี่ยวชาญและการลงทุนมากกว่า ทำให้ความเข้าใจและการวางแนวทางการแข่งขันผิดพลาด "สุดท้ายก็ไม่สามารถสร้างระบบการบริหารที่ถูกต้องขึ้นได้ ขยายสาขาได้แต่ขาดทุนทรัพย์ที่จะดูแลสนับสนุนสาขาก็เกิดปัญหาแล้วต้องล้มเลิกกันไป" อีกเรื่องที่ต้องคำนึงอย่างมากเพราะมักเกิดการเข้าใจผิดคือ แฟรนไชส์นั้นเป็นวิธีการขยายธุรกิจไม่ใช่กระบวนการเริ่มธุรกิจ เนื่องจากการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์นั้นเป็นอีกขีดขั้นของความสามารถธุรกิจ เป็นวิธีการต่อยอดขยายงานมากกว่าจะเป็นการเริ่มต้นการสร้างธุรกิจจากไม่มีอะไรมาก่อน แฟรนไชส์ต้องมีการพิสูจน์เชิงปฏิบัติจริงให้ได้เสียก่อนว่าธุรกิจนั้นสามารถสร้างกาไรได้จริงทำให้อายุเฉลี่ยของธุรกิจที่ดาเนินการแฟรนไชส์ที่ไปได้จึงมักจะมีระยะเวลายาวนานกว่าธุรกิจที่ยังไม่มีความสาเร็จที่เห็นชัด

ทำไมต้อง Franchise Premium

การจัดการกระบวนการทางสังคมเพื่อสร้างความชอบธรรม หรือ การสร้างข้อตกลงทางวินัยให้เกิดขึ้นโดยคาดหวังให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข หรือก็เพื่อการแก้ปัญหาลดการขัดแย้งนาไปสู่ที่ดีกว่า เรื่องแบบนี้คนคิดคนทำจำเป็นที่ต้องคิดเชิงระบบมากกว่าที่จะคิดเชิงประโยชน์ ซึ่งหมายถึงว่า ถ้าเราจะสร้างสิ่งใดเพื่อทำให้วงจรการจัดการสมบูรณ์ขึ้นนั้นต้องมองว่า วิธีใดที่จะทำให้เกิดหลักการและสิ่งที่ถูกต้องควรเป็น ระบบแฟรนไชส์นั้นยังคงเป็นรูปแบบที่ทำให้หลายบริษัทเติบโตได้อย่างดี แต่จากการศึกษาพบว่ามีจำนวนแฟรนไชส์ซอร์รายใหม่ที่ออกไปจากอุตสาหกรรม ภายในเวลาไม่กี่ปี เป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงนั้น และ จากข้อมูลการวิจัยพบว่า มีแฟรนไชส์ซอร์ประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราการออกจากระบบแฟรนไชส์เลิกกิจการไปเลย แต่อีกครึ่งหนึ่งยังคงทำธุรกิจอยู่ ด้วยเหตุนี้แฟรนไชส์ซีไม่สามารถคาดหวังให้แฟรนไชส์ซอร์จะอยู่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดไปตลอดอายุสัญญา จากข้อมูลของบริษัททำระบบแฟรนไชส์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะชน เช่น ค่า royalty rates ค่า advertising rates หรือ การจัดอันดับที่พบได้ในหนังสือให้ข้อมูลเกี่ยวกับแฟรนไชส์ซอร์ทั่วไปนั้น ทำให้เราสามารถสรุปได้เพียงเล็กน้อยที่จะคาดการณ์ถึงอนาคตว่าบริษัทนั้นจะสาเร็จหรือล้มเหลว ดังนั้นสิ่งที่แฟรนไชส์ซีควรทำก็คือการหาข้อมูลของแฟรนไชส์ซอร์ และระบบแฟรนไชส์ที่ตัวเขาสนใจให้เป็นที่แน่ใจได้ว่าแฟรนไชส์ซอร์นั้นจะดาเนินการในระยะยาว โดยล้วงให้ลึกถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบแฟรนไชส์นั้นให้ได้มากที่สุด เช่น ธรรมชาติของการนาเสนอผลิตภัณฑ์ แฟรนไชส์ซอร์มีเงินทุนสนับสนุนในการทำธุรกิจมากแค่ไหน รวมไปถึงกลยุทธ์ในการคัดเลือก คัดกรอง และสนับสนุนแฟรนไชส์ซี เป็นต้น นอกจากนั้นจึงต้องตรวจสอบถึงคุณสมบัติของเจ้าของระบบแฟรนไชส์ เช่น ระดับการศึกษา เพศ ประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ เพราะทุกๆ ด้านล้วนกระทบต่อโอกาสของการอยู่รอด และเติบโตของธุรกิจใหม่ทั้งนั้น "ด้วยเหตุนี้ แฟรนไชส์พรีเมี่ยมจึงเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการคัดกรองธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีหลักการและแนวโน้มในการสร้างความสาเร็จสูงมากกว่า มาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ"
7 กระบวนการคัดเลือกธุรกิจ
ระบบการคัดเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ และกระบวนการคัดธุรกิจเข้าสู่แฟรนไชส์พรีเมี่ยม

ตัวแปรที่เป็นข้อมูลจริงที่เกิดจากการดำเนินงานธุรกิจจะเป็นข้อมูลสำคัญในการคัดเลือกธุรกิจเข้าสู่ระบบ แฟรนไชส์พรีเมียม ทั้งนี้การจัดเก็บได้จากการตอบแบบสอบถาม และการทำการสำรวจธุรกิจส่วนต้นที่เป็นข้อมูลของธุรกิจ เช่น อายุธุรกิจ ขนาดของพื้นที่สาขา หรือแม้เรื่องสัดส่วนอัตรากำไร ยอดขาย และข้อมูลอีกด้านได้จากการประเมินตนเองในเรื่องของความคิดต่อลักษณะธุรกิจของผู้ประกอบการเองในปัจจุบันซึ่งจะเป็นลักษณะสำคัญของระบบธุรกิจแฟรนไชส์

ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง เป็นการกำหนดปัจจัยของธุรกิจแบ่งเป็น 2 ด้านคือ 1. ข้อมูลของธุรกิจ (Business Profile) แบ่งเป็น 4 ด้าน
  • a. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง
  • b. เงื่อนไขการลงทุน
  • c. ประสิทธิภาพในการประกอบการ (กำไร ยอดขาย ค่าใช้จ่ายเป็นต้น)
  • d. การบริหารจัดการระบบ(เช่น การอบรม การมีพนักงานกลาง)
2. ส่วนต่อมาคือ การวิเคราะห์ปัจจัยของธุรกิจ(Franchise Attributes) หรือลักษณะธุรกิจที่เป็นการประเมินความสามารถของธุรกิจในการเป็นระบบแฟรนไชส์ เป็นความสามารถด้านต่างๆที่ควรมีในการพัฒนาสู่ระบบแฟรนไชส์ แบ่งเป็น 10 ด้าน ปัจจัยธุรกิจส่วนนี้จะเป็นการประเมินตนเองจากผู้ประกอบการด้วยแบบสอบถาม ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ต่อการเปลี่ยนแปลงจะสามารถเข้าใจปัจจัยที่จาเป็นต่อการพัฒนาในแต่ละช่วง จึงช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาสาเหตุของความสาเร็จหรือล้มเหลวของธุรกิจแฟรนไชส์
แบบจำลองแบบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่เป็นปัจจัยทางธุรกิจระบบแฟรนไชส์พรีเมียม

ตัวแปร

ตัวชี้วัด

ข้อสรุป

1. ประสบการณ์ของ Franchisor ระยะเวลา (ปี) ที่ได้ดำเนินกิจการมานับจากวัน เริ่มต้น มีแนวโน้มในด้านบวกระหว่างธุรกิจเฟรนไชส์แบบหลายสาขากับอายุของกิจการ
2. โครงสร้างระบบธุรกิจแฟรนไชส์ ระดับการบริหารในรูปแบบองค์กร มีแนวโน้มในด้านบวกระหว่างธุรกิจเฟรนไชส์แบบหลายสาขากับระบบการบริหารแบบบริษัท
3. เงื่อนไขการลงทุน อัตรากำไรพนักงานส่วนกลาง การสร้างระบบที่มีการลงทุนสูง ต้องการผลประกอบการที่มีผลตอบแทนสูง และการสนับสนุนระบบที่ดี
4. ลักษณะธุรกิจแฟรนไชส์ คะแนนการประเมินธุรกิจ คะแนนการประเมินลักษณะธุรกิจจะบ่งชี้ถึงความพร้อมในการพัฒนาธุรกิจเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป
5. ขั้นตอนการพัฒนาธุรกิจ การจัดกลุ่มตามปัจจัยธุรกิจ การแยกขั้นตอนธุรกิจ ทำให้เห็นแนวโน้มการขยายสาขาในระบบแฟรนไชส์ และแนวทางการพัฒนาได้มากขึ้น
6. การเติบโตของระบบ อัตราการเติบโตของสาขาโดยรวม มีแนวโน้มในด้านบวกระหว่างกิจการกับการเติบโตของตัวกิจการ
6.1 อัตราการเติบโตของธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ขนาดการลงทุน และเงื่อนไขค่าธรรมเนียม การพัฒนาธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้ธุรกิจมียอดขายและอัตรากำไรที่เหมาะสมต่อการลงทุนมากขึ้น
6.2 การเติบโตของระบบธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย จำนวนธุรกิจแฟรนไชส์ การพัฒนารูปแบบการลงทุนในระบบแฟรนไชส์ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวด้านเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัด
7. ขนาดขององค์กรในระบบแฟรนไชส์ จำนวนพนักงานส่วนกลาง การสนับสนุนสาขาแฟรนไชส์ต้องมีการสร้างทีมงานส่วนกลาง คุณภาพธุรกิจขึ้นอยู่กับการออกแบบองค์กรธุรกิจแฟรนไชส์ด้วย
"ข้อมูลดังกล่าว จะเป็นกระบวนการคัดกรองเข้าสู่ แฟรนไชส์พรีเมียม มาตรฐานแฟรนไชส์ระดับสากล"